2 นาที

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย และแยกค่ารักษา ต่างกันยังไง แล้วแบบไหนที่ใช่เรา

แชร์

ช่วงหลังๆ มานี้ประกันสุขภาพเปรียบเหมือนเป็นอีกหนึ่งหลักประกันสุขภาพทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกเพศทุกวัยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเรามีเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ๆ หรือสภาพแวดล้อมที่ถดถอยลงในทุกวินาที เอื้อให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น เราเลยต้องการหาความมั่นคงให้ชีวิต และให้สุขภาพของตัวเองด้วยความคุ้มครองจากประกันสุขภาพนั่นเอง  

การเลือกซื้อประกันสุขภาพนั้นเป็นโจทย์ที่ยากมาๆ เพราะมีแบบประกันให้เลือกมากมาย แต่แบบที่ครองใจผู้คนมากที่สุดคือ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก ไม่คุ้นหู และกำลังอยากรู้ว่ามันคุ้มเพราะอะไรมาดูกันเลย 


ประกันสุขภาพ



ประกันสุขภาพแบ่งได้ 2 แบบ คือ “ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย” และ “ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย” 

ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย 

จะมีการกำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับแต่ละหมวดหมู่ แต่ละรายการไว้ เช่น  
  1. ค่ารักษาพยาบาลต่อการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (IPD) ไม่เกิน xx บาท/ครั้ง/โรค 
  2. ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลไม่เกิน xx/วัน 
  3. ค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกไม่เกิน (OPD) xx/ครั้ง/โรค เป็นต้น 


หากค่ารักษา หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเกินวงเงินที่ระบุในแต่ละหมวดหมู่ หรือรายการ เราจะต้องจ่ายในส่วนที่เกินเอง 


จุดเด่นของการทำประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษาคือ เบี้ยประกันจะไม่สูงมากนักหากเปรียบเทียบกับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย  


จุดด้อยที่มองเห็นได้ชัดเลยคือวงเงินความคุ้มครองน้อย ดังนั้นต้องคำนวณดีๆ  ไม่งั้นมีเข้าเนื้อตัวเองแน่ๆ  


ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย 


จะมีการกำหนดแค่วงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งเท่านั้น ยกเว้นบางรายการที่ยังคงเป็นแบบแยกค่ารักษาอยู่ เช่นค่าห้อง ค่าอาหารและค่าบริการพยาบาลประจำ เป็นต้น การที่ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายไม่มีการแบ่งแยกค่ารักษาพยาบาลออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ ทำให้มี 


จุดเด่น เรื่องความยืดหยุ่นที่มากกว่า เบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ง่าย และมีรายการคุ้มครองหลากหลาย ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจึงกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น  


จุดด้อย ค่าเบี้ยประกันที่จะสูงกว่าปกติเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของประกันแต่ละบริษัท 

 

ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง 


นายประกัน และนางสาวสุขภาพทำประกันสุขภาพของบริษัท MT ไว้คนละฉบับ โดยนายประกันทำแบบแยกค่าใช้จ่าย ส่วนนางสาวสุขภาพทำแบบเหมาค่ารักษา ทั้งสองคนเลือกแผนประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่าห้องไม่เกินวันละ 2,000 บาท/วัน และแล้ววันหนึ่งทั้งคู่ต้องเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งที่โรงพยาบาลเดียวกัน ซึ่งค่ารักษา และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 คน มีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้ 

  • ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวันจำนวน 7 วัน  14,000 บาท 
  • ค่าแพทย์ตรวจรักษา 2,000 บาท 
  • ค่าแพทย์ผ่าตัด 40,000 บาท 
  • ค่าห้องผ่าตัด 10,000 บาท 
  • ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ในโรงพยาบาลต่อการเข้าพักการรักษา 10,000 บาท 


ตัวอย่าง รายละเอียดความคุ้มครองแผนประกันสุขภาพของนายประกัน และนางสาวสุขภาพ 

 ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย (นายประกัน) (บาท) ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (นางสาวสุขภาพ) (บาท) หมายเหตุ 
ผลประโยชน์ 
ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวันต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง (ไม่เกิน 120 วัน) 2,000 2,000  
ค่าแพทย์ตรวจรักษาต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง 800 เหมาจ่ายค่ารักษา 20,0000 นายประกันต้องจ่ายเพิ่ม 1,200 บาท 
ค่าแพทย์ผ่าตัดต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง 60,000  
ค่าห้องผ่าตัด และอุปกรณ์ผ่าตัดต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง 7,000 นายประกันต้องจ่ายเพิ่ม 3,000 บาท 
ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ในโรงพยาบาลต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง 200,000  

หมายเหตุ รายการค่ารักษา และรายละเอียดความคุ้มครองของประกันสุขภาพเป็นเพียงการประมาณคร่าวๆ เท่านั้น 


จากตารางข้างบนจะเห็นได้ทันทีว่านายประกันต้องออกค่ารักษาเองอีก 4,200 บาท เนื่องจากค่าตรวจรักษา และค่าห้องผ่าตัดเกินกว่าวงเงินคุ้มครองที่ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่ายมีให้ ส่วนนางสาวสุขภาพไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเลย เพราะค่ารักษา และค่าใช้จ่ายที่เกินขึ้นไม่เกินวงเงินเหมาจ่าย ดังนั้นในสถานนี้ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจึงดูคุ้มค่ากว่า แต่อย่างไรก็ตามเราอยากให้ทุกคนพิจารณาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่นเบี้ยประกันต้องอยู่ในเกณฑ์ที่พอไหว ไม่เยอะเกินไปจนกลายเป็นภาระ เป็นต้น 

การทำสุขภาพในยุคนี้มีแต่คุ้ม เพราะความเสี่ยงในการป่วยที่มากขึ้น เราจะได้ไม่ต้องกังวลกับภาระค่ารักษาพยาบาล และคนที่เรารักจะได้ไม่ต้องกังวลด้วย 



ขอบคุณแหล่งที่มา : posttoday.com, mgronline.com

แชร์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เทียบความต่าง RT-PCR test และ Rapid Antigen test วิธีไหนใช่สำหรับเรา

RT-PCR test และ Rapid Antigen test เป็นวิธีตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังใช้ในปัจจุบัน หลายๆ คนอาจสงสัยอยู่เล็กน้อยว่าทั้ง 2 วิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร . วันนี้เพื่อความกระจ่างแจ้ง noon ได้จับ RT-PCR test และ Rapid Antigen test มาเทียบกันแบบหมัดต่อหมัดว่าวิธีไหนที่ใช่สำหรับเรา

ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามเพราะยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น